กักตัวเพื่อดูอาการ ๑๔ วันได้ค่าจ้างหรือไม่

กักตัวเพื่อดูอาการ ๑๔ วันได้ค่าจ้างหรือไม่



ประเด็นเรื่องป่วยติดโควิดได้ค่าจ้างหรือไม่

“กักตัวนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างหรือไม่” แบ่งเป็น 2 กรณี

 

1) หากเข้าหน้าที่รัฐสั่งกักตัว

 

ลูกจ้างที่มีความเสี่ยงเพราะไกล้ชิดผู้ติดเชื้อ หรือที่ทำงานมีผู้ติดเชื้อ โดย “แพทย์” หรือ “เจ้าพนักงานสาธารณสุข” ออกเอกสารให้กักตัวเพื่อสั่งเกตอาการ ปัญหาว่านายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างหรือไม่ คำตอบคือ “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง” เพราะเป็นกรณีที่ถือว่ามี “เหตุสุดวิสัย” ที่ตัวลูกจ้างเองไม่สามารถมาทำงานได้

 

และเมื่อมี “เหตุสุดวิสัย”(เพราะกักตัว)  ก็เข้าเกณฑ์ที่จะไปขอรับเงินทดแทนกรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคมอัตราร้อยละ  ๕๐ ของค่าจ้างรายวัน แต่ทั้งนี้รวมกันต้องไม่เกิน ๙๐ วัน อย่างไรก็ตาม ในรอบ ๑๕ เดือนที่ผ่านมาท่านต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า ๖ เดือน

 

2) นายจ้างสั่งกักตัว

 

กรณีนายจ้างออกประกาศห้ามลูกจ้างเดินทางข้ามจังหวัด หรือเดินทางเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงที่อาจเกิดการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ภายหลังทราบว่าลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว จนเป็นเหตุให้นายจ้างสงสัยได้ว่าลูกจ้างเสี่ยงต่อการติดเชื้อ จึงมีคำสั่งไม่ให้ลูกจ้างมาทำงานและให้กักตัว ณ ที่พักอาศัยเป็นเวลา 14 วัน เพื่อเฝ้าดูอาการ

 

นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้าง เพราะคำสั่งให้ลูกจ้างกักตัวเป็นคำสั่งให้หยุดงานเพื่อประโยชน์ของนายจ้าง จะถือว่าการปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างดังกล่าวเป็นการขาดงานหรือละทิ้งหน้าที่ของลูกจ้างไม่ได้ (ที่มา: อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน)

 

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

1) กรณีนี้ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับในการทำงาน นายจ้างอาจลงโทษได้ แต่อาจเป็นโทษออกหนังสือเตือน

2) นายจ้างอาจแจ้ง จนท.ให้ออกหนังสือกักตัวให้ จากนั้นขอให้รับจากประกันสังคมแทน

3) ที่แชร์กักตัวนายจ้างไม่ต้องจ่าย เพราะลูกจ้างละทิ้งหน้าที่

 

ที่มีการแชร์กันทำนองว่า “นายจ้างมีสิทธิไม่จ่ายเงิน เพราะถือว่าขาดงาน” นั้นไม่ถูกต้อง เพราะถ้าขาดงานกันนาน ๑๔ วันก็ถูกเลิกจ้างกันหมดแน่ๆ เรื่องนายจ้างไม่จ่ายเงินนั้นถูก กรณีนี้ไม่ใช่ขาดงานหรือละทิ้งหน้าที่(ตามมาตรา ๑๑๙(๕)) เพราะการละทิ้งหน้าที่ต้อง “ไม่มีเหตุอันสมควร” ด้วย แต่อันนี้มีเหตุอันสมควร นอกจากนั้นเหตุผลที่ไม่ใช่ขาดงาน เพราะเป็นเหตุสุดวิสัย และเหตุสุดวิสัยเป็นเงื่อนไขตามกฎหมายให้ได้รับเงินกรณีว่างงานข้างต้น

 

 

ขอบคุณที่มา : https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=205489604834349&id=107303014653009

 

 758
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจ Digital HR, บทบาทของ HR 2026 และเหตุผลที่องค์กรยุคใหม่ไม่ควรมองข้ามการปรับตัวด้านงานบุคคล

หลังจากที่ระบบของสำนักงานประกันสังคม ใช้ฐาน “เพดานค่าจ้าง 15,000 บาท/เดือน” เพื่อคำนวณเงินสมทบสำหรับผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 มาเป็นเวลานาน เศรษฐกิจและค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้การคำนวณเพดานจากฐานเก่าไม่สะท้อนรายได้จริงของแรงงานหลายคนอีกต่อไป

ปัญหาทำเงินเดือนแต่ละเดือนเหมือนแข่งกับเวลา มักเกิดจากความยุ่งยากในขั้นตอนการจัดทำเงินเดือนที่มีหลายขั้นตอนทั้งการรวบรวมข้อมูล คำนวณ รายงาน และสรุป ก่อนจ่ายเงิน โดยขั้นตอนเหล่านี้มักเปลี่ยนไปในแต่ละเดือนตามจำนวนพนักงาน การบันทึกเวลา การคำนวณโอที การหักค่าลดหย่อน ฯลฯ ทำให้ต้องใช้เวลามากและความกดดันที่เพิ่มขึ้นเมื่อใกล้วันจ่ายเงินเดือน
ทำไมต้องยื่นขึ้นทะเบียนนายจ้าง และ ใครที่ต้องยื่นขึ้นทะเบียนนายจ้างบ้าง?
การประเมินผลการทำงานสำหรับพนักงานที่มีเป้าหมายชัดเจน เช่น พนักงานขายที่ต้องทำยอดให้ได้ตามเป้านั้นไม่ยากเท่ากับการประเมินผลพนักงานในฝ่ายสนับสนุนที่ลักษณะงานไม่ได้วัดกันด้วยจำนวนตัวเลข บริษัทจึงต้องหาวิธีวัดผลในมิติต่าง ๆ มาประมวลเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถประเมินผลงานได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด อันจะเป็นประโยชน์แก่ตัวพนักงานเองและเป็นประโยชน์ต่อองค์กรด้วย หากคุณกำลังมองหาวิธีประเมินผลพนักงาน 10 วิธีนี้วัดจากอะไรบ้าง รวบรวมอยู่ในบทความนี้แล้วค่ะ
การคำนวณค่าแรงแบบออฟชอร์ (Offshore Wage Calculation) มักใช้กับพนักงานที่ทำงานในพื้นที่ทะเล เช่น แท่นขุดเจาะน้ำมัน หรืออุตสาหกรรมเดินเรือ โดยมีลักษณะพิเศษและวิธีคำนวณที่แตกต่างจากงานทั่วไป ดังต่อไปนี้
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์