• หน้าแรก

  • News

  • HR Articles

  • Human Resource

  • หนึ่งเดือนมีกี่วันกันนะ HR ทำอย่างไร กับ การคิดเงินค่าแรงในเดือนที่มีจำนวนวันไม่เท่ากัน

หนึ่งเดือนมีกี่วันกันนะ HR ทำอย่างไร กับ การคิดเงินค่าแรงในเดือนที่มีจำนวนวันไม่เท่ากัน

  • หน้าแรก

  • News

  • HR Articles

  • Human Resource

  • หนึ่งเดือนมีกี่วันกันนะ HR ทำอย่างไร กับ การคิดเงินค่าแรงในเดือนที่มีจำนวนวันไม่เท่ากัน

หนึ่งเดือนมีกี่วันกันนะ HR ทำอย่างไร กับ การคิดเงินค่าแรงในเดือนที่มีจำนวนวันไม่เท่ากัน

หนึ่งเดือนมีกี่วันกันนะ HR ทำอย่างไร กับ การคิดเงินค่าแรงในเดือนที่มีจำนวนวันไม่เท่ากัน

                ถ้าถามคนทั่วไปว่า “1 เดือนมีกี่วัน” คำตอบที่ได้มาอาจไม่เหมือนกัน เพราะจะมีคนตอบทั้ง 28 วัน 29 วัน 30 วัน และ 31 วัน เพราะเรายึดติดอยู่กับปฏิทิน แต่ !! ถ้าถาม HR แล้ว จะต้องมีคำตอบเดียวเท่านั้น คือ 30 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 68 พระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพราะ HR จะต้องใช้ในการคำนวณผลประโยชน์ต่างๆ ในงาน HR (แต่ !! หากเป็นการกล่าวถึงสิทธิการลาต่างๆ ให้นับเป็นรายวัน อย่าเอาไปปะปนกันให้สับสน) HR หลายๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง HR มือใหม่ก็ตีความเรื่องนี้ผิดและนำไปใช้แบบผิดๆ มาแล้วเช่น กรณีเริ่มจ้างพนักงานใหม่ในระบบค่าจ้างรายเดือนวันที่ 12 มีนาคม หัวหน้าผมสั่งให้จ่ายค่าจ้าง จำนวน 19 วัน ถูกต้องไหม?” ท่านคิดว่าการจ้างค่าจ้างครั้งนี้ถูกต้องไหมครับ?

                แน่นอน ว่า ถ้า HR แม่นหลักการตามมาตรา 68 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานแล้ว จะตอบทันทีเลยว่า “ไม่ถูกต้อง” เพราะในเรื่องการคำนวณผลประโยชน์ของลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้าง ค่าทำงานล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือผลประโยชน์อื่นใดของลูกจ้าง ต้องใช้ 30 วันเป็นฐานในการคิดคำนวณสำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าตอบแทนในระบบค่าจ้างรายเดือน

แน่นอน ว่าในการคิดคำนวณค่าจ้างที่ไม่เต็มเดือนซึ่งมักจะเกิดกับกรณีการจ้างงานใหม่ด้วยการไม่คิดคำนวณจากวันทำงานที่เหลือในแต่ละเดือน แต่ใช้การคิดคำนวณจากการ “หักค่าจ้างในวันที่ยังไม่ได้ทำงาน” ออกครับ ซึ่งจะช่วยทำให้การคิดคำนวณค่าจ้างพนักงานใหม่ไม่ผันแปรไปตามจำนวนวันในปฏิทิน และคิดคำนวณได้เป็นมาตรฐานสอดคล้องกับกฎหมายแรงงาน

ตัวอย่างในการคำนวณวันที่จ่ายค่าจ้าง

เริ่มงานวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ไม่มีวันที่ไม่ได้ทำงาน จ่ายค่าจ้างเต็มเดือนตามฐานค่าจ้างที่กฎหมายกำหนด

เริ่มงานวันที่ 2 กุมภาพันธ์ หักวันที่ไม่ได้ทำงาน 1 วัน (1 กุมภาพันธ์) จ่ายค่าจ้าง 29 วัน

เริ่มงานวันที่ 3 มีนาคม หักวันที่ไม่ได้ทำงาน 2 วัน (1 – 2 มีนาคม) จ่ายค่าจ้าง 28 วัน

เริ่มงานวันที่ 17 เมษายน หักวันไม่ได้ทำงาน 16 วัน (1 – 16 เมษายน) จ่ายค่าจ้าง 14 วัน ฯลฯ               

           จะเห็นว่า วิธีการที่ใช้จะมีจุดเริ่มต้นการคำนวณเดียวกันคือ “วันที่ 1 ของเดือน” และมีจุดสิ้นสุดเดียวกัน “เดือนละ 30 วัน” และหากพนักงานสอบถามโดยใช้จำนวนวันทำงานในเดือนนั้นๆ มาคิดคำนวณ HR จะสามารถอธิบายหลักการคิดคำนวณค่าจ้างตามมาตรา 68 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้พนักงานฟังได้ก่อนเลยเป็นอันดับแรก เพื่อปรับฐานความคิดเรื่องจำนวนวันในการคิดคำนวณค่าจ้างให้อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน

สามารถอ่านบทความน่าสนใจอื่นๆได้ ที่นี่ คลิก!!

ขอบคุณที่มา :: https://www.facebook.com/101191105245398/posts/120066366691205/

 61776
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจ Digital HR, บทบาทของ HR 2026 และเหตุผลที่องค์กรยุคใหม่ไม่ควรมองข้ามการปรับตัวด้านงานบุคคล

หลังจากที่ระบบของสำนักงานประกันสังคม ใช้ฐาน “เพดานค่าจ้าง 15,000 บาท/เดือน” เพื่อคำนวณเงินสมทบสำหรับผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 มาเป็นเวลานาน เศรษฐกิจและค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้การคำนวณเพดานจากฐานเก่าไม่สะท้อนรายได้จริงของแรงงานหลายคนอีกต่อไป

ปัญหาทำเงินเดือนแต่ละเดือนเหมือนแข่งกับเวลา มักเกิดจากความยุ่งยากในขั้นตอนการจัดทำเงินเดือนที่มีหลายขั้นตอนทั้งการรวบรวมข้อมูล คำนวณ รายงาน และสรุป ก่อนจ่ายเงิน โดยขั้นตอนเหล่านี้มักเปลี่ยนไปในแต่ละเดือนตามจำนวนพนักงาน การบันทึกเวลา การคำนวณโอที การหักค่าลดหย่อน ฯลฯ ทำให้ต้องใช้เวลามากและความกดดันที่เพิ่มขึ้นเมื่อใกล้วันจ่ายเงินเดือน
ทำไมต้องยื่นขึ้นทะเบียนนายจ้าง และ ใครที่ต้องยื่นขึ้นทะเบียนนายจ้างบ้าง?
การประเมินผลการทำงานสำหรับพนักงานที่มีเป้าหมายชัดเจน เช่น พนักงานขายที่ต้องทำยอดให้ได้ตามเป้านั้นไม่ยากเท่ากับการประเมินผลพนักงานในฝ่ายสนับสนุนที่ลักษณะงานไม่ได้วัดกันด้วยจำนวนตัวเลข บริษัทจึงต้องหาวิธีวัดผลในมิติต่าง ๆ มาประมวลเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถประเมินผลงานได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด อันจะเป็นประโยชน์แก่ตัวพนักงานเองและเป็นประโยชน์ต่อองค์กรด้วย หากคุณกำลังมองหาวิธีประเมินผลพนักงาน 10 วิธีนี้วัดจากอะไรบ้าง รวบรวมอยู่ในบทความนี้แล้วค่ะ
การคำนวณค่าแรงแบบออฟชอร์ (Offshore Wage Calculation) มักใช้กับพนักงานที่ทำงานในพื้นที่ทะเล เช่น แท่นขุดเจาะน้ำมัน หรืออุตสาหกรรมเดินเรือ โดยมีลักษณะพิเศษและวิธีคำนวณที่แตกต่างจากงานทั่วไป ดังต่อไปนี้
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์