
ค่าแรงพื้นฐาน (Base Salary)
เป็นเงินเดือนประจำตามตำแหน่งและระดับงาน
ค่าเบี้ยเลี้ยงออฟชอร์ (Offshore Allowance)
เป็นค่าชดเชยความเสี่ยงในการทำงานนอกฝั่ง เช่น เบี้ยเลี้ยงประจำวัน/สัปดาห์
ค่า OT หรือค่าทำงานล่วงเวลา (Overtime)
พนักงานออฟชอร์มักทำงานต่อเนื่องวันละ 12 ชม. หรือมากกว่า มีการคิด OT จากอัตรา 1.5–2 เท่าของค่าจ้าง
ค่า Hazard / Hardship Allowance
ค่าชดเชยพิเศษสำหรับสภาพแวดล้อมอันตรายหรือเสี่ยงภัย
ค่าเดินทาง / ค่าเครื่องบิน / ค่าที่พัก / ค่าประกันสุขภาพ
บริษัทมักจัดสวัสดิการเหล่านี้ให้ต่างหากจากเงินเดือน
วันทำงานและวันพัก (Work/Rest Rotation)
เช่น ทำงาน 28 วัน พัก 28 วัน (28/28 Rotation) — บางบริษัทจ่ายเฉพาะช่วงทำงาน บางที่จ่ายเต็มเดือน
ตัวอย่างการคำนวณ (แบบง่าย)
สมมุติ:
เงินเดือนพื้นฐาน: 40,000 บาท
เบี้ยเลี้ยงออฟชอร์: 1,500 บาท/วัน
ทำงาน 28 วัน / พัก 28 วัน (ไม่ได้เงินช่วงพัก)
ค่าแรงในรอบ 28 วัน =
40,000 ÷ 30 × 28 (คิดเฉพาะวันที่ทำงาน) ≈ 37,333
เบี้ยเลี้ยงออฟชอร์ = 1,500 × 28 = 42,000
รวมรายได้รอบ 28 วัน =
37,333 + 42,000 = 79,333 บาท
หากมี OT หรือเบี้ยพิเศษอื่น ๆ จะบวกเพิ่มอีก
การจ่ายค่าแรงแบบออฟชอร์อาจเป็นแบบ รายเดือน, รายรอบ (per rotation) หรือ รายวัน
ต้องพิจารณากฎหมายแรงงานของประเทศที่เกี่ยวข้องด้วย (โดยเฉพาะถ้าทำงานในต่างประเทศ)
บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจ Digital HR, บทบาทของ HR 2026 และเหตุผลที่องค์กรยุคใหม่ไม่ควรมองข้ามการปรับตัวด้านงานบุคคล
หลังจากที่ระบบของสำนักงานประกันสังคม ใช้ฐาน “เพดานค่าจ้าง 15,000 บาท/เดือน” เพื่อคำนวณเงินสมทบสำหรับผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 มาเป็นเวลานาน เศรษฐกิจและค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้การคำนวณเพดานจากฐานเก่าไม่สะท้อนรายได้จริงของแรงงานหลายคนอีกต่อไป