รวมไว้ให้แล้ว กฎหมายแรงงานที่ นายจ้าง HR และพนักงาน ควรรู้!

รวมไว้ให้แล้ว กฎหมายแรงงานที่ นายจ้าง HR และพนักงาน ควรรู้!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกๆ องค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก หรือ ขนาดใหญ่ จะสามารถดำเนินกิจการได้อย่างราบรื่น ล้วนต้องต้องทำงานภายใต้ข้อกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายบริษัท กฎหมายแรงงาน กฎหมายประกันสังคม กฎหมายภาษีอากร กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และหนึ่งกฎหมายที่สำคัญที่สุดที่เกี่ยวข้องกับนายจ้าง HR และพนักงานโดยตรง คือ กฎหมายแรงงาน

เนื่องจากกฎหมายแรงงานมีบทบาทในการกำหนดและรักษาสิทธิ์ผลประโยชน์ ให้กับนายจ้าง และลูกจ้าง  เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ในการทำงาน และเพื่อให้ค่าตอบแทนการจ้างงานเป็นไปอย่างยุติธรรม ปัจจุบันฝ่าย HR ในองค์กรต่างๆ จำนวนไม่น้อย ไม่ได้เรียนจบทางด้านกฎหมายมาโดยตรง ไม่เข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานทั้งหมดทุกข้อ ลูกจ้างอาจจะมองข้ามกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ ไป แต่อย่าลืมว่าหากองค์กรไม่ศึกษาอย่างละเอียด อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ มีผลต่อความเป็นธรรม ความปลอดภัย และความสุขในการทำงาน ดังนั้น บทความนี้จะทำให้ทั้งนายจ้าง HR และลูกจ้าง ได้ทราบถึงกฎหมายแรงงาน ที่เกี่ยวกับการจ้างงาน ซึ่งเป็นข้อกฎหมายสำคัญที่คนทำงานต้องรู้ไว้ จะได้ไม่เสียโอกาส หรือถูกองค์กรหรือบริษัทเอาเปรียบได้

กฎหมายแรงงาน 'กำหนดเวลาทำงาน' ไม่ให้เกินกี่ชั่วโมงต่อวัน

  1. สำหรับงานทั่วไป กฎหมายแรงงานกำหนดเวลาทำงาน ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และ ไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  2. หากเป็นงานที่มีลักษณะงานอันตราย มีความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ กฎหมายแรงงานกำหนดเวลาทำงาน ไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน และ ไม่เกิน 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  3. งานที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเคมี รวมถึงงานซ่อมบำรุงในกิจการปิโตรเลียม กฎหมายแรงงานกำหนดเวลาทำงาน ไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน และต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

และทุกองค์กรธุรกิจจะต้องมีเวลาพักให้กับพนักงานไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงใน 1 วัน โดยแต่ละบริษัทสามารถกำหนดนโยบายการจัดแบ่งชั่วโมงการทำงานและชั่วโมงการพักเบรกได้อย่างอิสระ ตราบใดที่ชั่วโมงเหล่านั้นเป็นไปตามที่กฎหมายแรงงานได้กำหนดเอาไว้

กฎหมายแรงงานกำหนดชั่วโมงการทำงาน ‘ค่าล่วงเวลา OT’ ตามกฎหมาย

การทำงานล่วงเวลา (OT) ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างและได้รับค่าตอบแทนตามกฎหมาย

  1. การคำนวณค่าล่วงเวลาต้องคำนวณตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ในกรณีที่พนักงานทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติ นายจ้างจะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 5 เท่า ของค่าจ้างต่อชั่วโมงให้กับพนักงาน
  2. สำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด นายจ้างจะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาเป็น 3 เท่าของค่าจ้างรายชั่วโมงปกติ

'การพักผ่อนและวันหยุด' ที่ทุกองค์กรต้องมีให้พนักงาน

  1. ลูกจ้างควรได้รับเวลาพักไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน สำหรับการทำงานติดต่อกันเกินกว่า 5 ชั่วโมง
  2. ลูกจ้างควรได้รับวันหยุดประจำสัปดาห์อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ โดยมีวันหยุดไม่น้อยกว่า 4 วันในเดือนนั้น
  3. บริษัทต้องมีวันหยุดตามปฏิทินให้กับพนักงานทุกคน อย่างน้อย 13 วันต่อปี และจะหักค่าตอบแทนของพนักงานในวันหยุดตามปฏิทินไม่ได้เช่นกัน

‘ลาหยุด’ ในแต่ละกรณีของพนักงาน

  1. การลาป่วย พนักงานมีสิทธิ์ลาป่วยได้ตามความจำเป็น โดยไม่เกิน 30 วันทำงานต่อปี โดยต้องมีใบรับรองแพทย์เป็นหลักฐานหากลาป่วยเกิน 3 วันติดต่อกัน การลาป่วยในกรณีนี้ยังคงได้รับค่าจ้างตามปกติ
  2. การลาพักร้อน พนักงานที่ทำงานครบ 1 ปี มีสิทธิ์ลาพักร้อนประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วันทำงาน ต่อปี ในกรณีที่พนักงานทำงานในองค์กรมามากกว่า 1 ปี บริษัทอาจมีนโยบายเพิ่มวันลาพักร้อนต่อปีให้ได้
  3. การลากิจ กฎหมายแรงงานกำหนดให้ใน 1 ปี พนักงานมีสิทธิ ‘ลากิจ’ เพื่อทำธุระอันจำเป็นได้ ไม่น้อยกว่า 3 วันต่อปี ซึ่งพนักงานจะยังต้องได้รับค่าตอบแทนตามปกติ
  4. การลาคลอด พนักงานหญิงมีสิทธิ์ลาคลอดได้ 90 วัน โดยสามารถลาต่อเนื่องกันก่อนและหลังคลอดได้ในจำนวน 90 วันนั้น พนักงานหญิงจะได้รับค่าจ้างในระหว่างลาคลอดเป็นระยะเวลา 45 วัน
  5. การลาเพื่อทำหมัน พนักงานมีสิทธิ์ลาเพื่อทำหมันตามคำแนะนำของแพทย์ โดยไม่ได้ระบุจำนวนวันที่ชัดเจน แต่ต้องมีใบรับรองแพทย์ โดยระยะเวลาที่อนุญาตให้ลาได้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดจากใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันที่ทำการรักษา
  6. การลาเพื่อทำงานที่เกี่ยวข้องกับราชการหรือสาธารณประโยชน์ พนักงานมีสิทธิ์ลาเพื่อไปทำงานที่เกี่ยวข้องกับราชการหรือสาธารณประโยชน์ตามที่กฎหมายหรือข้อบังคับกำหนด โดยไม่ถือเป็นวันลา บริษัทจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ตามวันที่ลาไปรับใช้ราชการ แต่จะไม่เกิน 60 วันต่อปี
  7. การลาบวชหรือประกอบพิธีทางศาสนา พนักงานมีสิทธิ์ลาบวชหรือประกอบพิธีทางศาสนาตามความเหมาะสม โดยจำนวนวันที่ลาและการจ่ายค่าจ้างจะขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

สรุป กฎหมายแรงงานนับได้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับนายจ้าง HR และลูกจ้างที่ไม่ควรมองข้าม ทุกองค์กรควรมีการบริหารจัดการบุคลากรที่เป็นธรรม ไม่ขัดต่อกฎหมายแรงงาน เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ในการทำงานของตนเองและเพื่อป้องกันการโดนละเมิดสิทธิต่าง ๆ ในการทำงาน

โปรแกรม Prosoft HRMI เครื่องมือบริหารงานบุคคลที่ให้มากกว่า “โปรแกรมเงินเดือน” ครอบคลุมทุกเรื่องงาน HR ตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้องค์กรสามารถดูแลลูกจ้างทุกคนได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง สามารถกำหนดกฎระเบียบภายในองค์กรตามข้อกฎหมาย รองรับเงื่อนไขการคำนวณเงินเดือนต่างๆได้หลากหลาย คำนวณเงินเดือน ค่าแรง ภาษี ประกันสังคม ค่าล่วงเวลา ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ อีกทั้งยังมี ระบบบริหารเวลา Time Attendance ที่สามารถควบคุมเวลาในการทำงานของพนักงาน กำหนดเงื่อนไขในการลาทุกประเภทให้กับพนักงาน พนักงานสามารถตรวจสอบข้อมูลเวลาการทำงานของแต่ละคนได้เอง รวมไปถึงการกำหนดรูปแบบตารางการทำงานได้ตามความต้องการหรือตามอัตโนมัติ การกำหนดกะงานได้ไม่จำกัด การกำหนดตารางการทำงานแบบกะปกติ, กะวน และกะ Flexible Time รวมไปถึงการบันทึกค่าล่วงเวลาต่างๆ ทั้ง OT วันหยุด, OT ก่อนทำงาน, OT ระหว่างทำงาน, OT หลังเลิกงานได้

Time Attendance ระบบบริหารเวลา
 4667
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจ Digital HR, บทบาทของ HR 2026 และเหตุผลที่องค์กรยุคใหม่ไม่ควรมองข้ามการปรับตัวด้านงานบุคคล

หลังจากที่ระบบของสำนักงานประกันสังคม ใช้ฐาน “เพดานค่าจ้าง 15,000 บาท/เดือน” เพื่อคำนวณเงินสมทบสำหรับผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 มาเป็นเวลานาน เศรษฐกิจและค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้การคำนวณเพดานจากฐานเก่าไม่สะท้อนรายได้จริงของแรงงานหลายคนอีกต่อไป

ปัญหาทำเงินเดือนแต่ละเดือนเหมือนแข่งกับเวลา มักเกิดจากความยุ่งยากในขั้นตอนการจัดทำเงินเดือนที่มีหลายขั้นตอนทั้งการรวบรวมข้อมูล คำนวณ รายงาน และสรุป ก่อนจ่ายเงิน โดยขั้นตอนเหล่านี้มักเปลี่ยนไปในแต่ละเดือนตามจำนวนพนักงาน การบันทึกเวลา การคำนวณโอที การหักค่าลดหย่อน ฯลฯ ทำให้ต้องใช้เวลามากและความกดดันที่เพิ่มขึ้นเมื่อใกล้วันจ่ายเงินเดือน
ทำไมต้องยื่นขึ้นทะเบียนนายจ้าง และ ใครที่ต้องยื่นขึ้นทะเบียนนายจ้างบ้าง?
การประเมินผลการทำงานสำหรับพนักงานที่มีเป้าหมายชัดเจน เช่น พนักงานขายที่ต้องทำยอดให้ได้ตามเป้านั้นไม่ยากเท่ากับการประเมินผลพนักงานในฝ่ายสนับสนุนที่ลักษณะงานไม่ได้วัดกันด้วยจำนวนตัวเลข บริษัทจึงต้องหาวิธีวัดผลในมิติต่าง ๆ มาประมวลเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถประเมินผลงานได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด อันจะเป็นประโยชน์แก่ตัวพนักงานเองและเป็นประโยชน์ต่อองค์กรด้วย หากคุณกำลังมองหาวิธีประเมินผลพนักงาน 10 วิธีนี้วัดจากอะไรบ้าง รวบรวมอยู่ในบทความนี้แล้วค่ะ
การคำนวณค่าแรงแบบออฟชอร์ (Offshore Wage Calculation) มักใช้กับพนักงานที่ทำงานในพื้นที่ทะเล เช่น แท่นขุดเจาะน้ำมัน หรืออุตสาหกรรมเดินเรือ โดยมีลักษณะพิเศษและวิธีคำนวณที่แตกต่างจากงานทั่วไป ดังต่อไปนี้
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์