เทรนด์การทำงานขององค์กรในปี 2023 ที่ HR ควรรู้

เทรนด์การทำงานขององค์กรในปี 2023 ที่ HR ควรรู้



ลองมาดูกันว่า 7 เทรนด์การทำงานในปี 2023 จะมีเทรนด์อะไรที่สำคัญในการให้ทีม HR ได้นำไปปรับใช้ในการสร้างองค์กร จัดการด้านบุคลากร ให้เหมาะสมสำหรับปี 2023 ที่กำลังจะมาถึงนี้

1. Hybrid Working จะกลายเป็นเรื่องปกติ

Hybrid Working คือ การทำงานแบบผสมโดยที่บริษัทจะให้พนักงานสามารถทำงานทั้งจากที่ออฟฟิศและจากที่บ้านได้แทนการทำงานที่ออฟฟิศ 100% เหมือนการทำงานรูปแบบเดิมผ่านการใช้งานซอฟต์แวร์ช่วยการทำงานทั้งซอฟต์แวร์ด้านการสื่อสารในองค์กรและซอฟต์แวร์ด้าน Task Management การทำงานแบบ Hybrid Working ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020 ที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 

ซึ่งมาในปี 2023 เทรนด์การทำงานแบบ Hybrid Working จะกลายเป็นเรื่องปกติของการทำงานในองค์กรสมัยใหม่เนื่องจากสามารถสร้างประสิทธิภาพในการทำงานได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าการทำงานในรูปแบบเก่า ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และช่วยทำให้พนักงานได้อิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้น ซึ่งทำให้การทำงาน Hybrid Working กลายเป็นสิ่งที่คนทำงานในยุคปัจจุบันต่างมองหาจากองค์กรที่ต้องการร่วมงานมากขึ้นด้วย 

2. บุคลากรที่มีศักยภาพกำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้นทุกปี

หน้าที่หลักของทีม HR แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของการเฟ้นหาบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาเติมเต็มให้องค์กรอยู่ตลอด แต่ด้วยเทรนด์ของการทำงานในปี 2023 ที่เริ่มมีความเปลี่ยนแปลง บุคลากรที่มีคุณภาพ มีทักษะการทำงานทั้งในด้าน Soft Skills และ Hard Skills กลับเป็นที่ต้องการขององค์กรส่วนใหญ่และองค์กรก็พร้อมจ้างด้วยอัตราค่าตอบแทนที่สูง จนทำให้บุคลากรที่มีศักยภาพในการทำงานเป็นอะไรที่หาได้ยากมากขึ้นทุกปี 

ดังนั้นในเมื่อบุคลากรที่มีศักยภาพกำลังเป็นที่ต้องการและหายากมากขึ้นทุกปี (แถมค่าจ้างต่อเดือนก็สูง)การให้ความสำคัญในการเทรนนิ่ง บ่มเพาะบุคลากรในองค์กรให้มีศักยภาพ เพิ่มทักษะการทำงานใหม่ ๆ จึงกลายเป็นเรื่องที่ทีม HR ทุกคนต้องหันมาจริงจังมากขึ้น อาจจะเริ่มจากการเชิญวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสายงานต่าง ๆ มาอบรมให้กับพนักงานของคุณหรือลองจัดสวัสดิการที่ส่งเสริมให้พนักงานได้พัฒนาทักษะ Soft Skills ต่าง ๆ เช่นคอร์สเรียน สัมมนา ฯลฯ ก็เป็นอะไรที่จะทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรดูใส่ใจกับพนักงานมากขึ้นและยังช่วยลดอัตราการ Turn Over ให้องค์กรได้ด้วย เพราะพนักงานจะรู้สึกถึงความห่วงใยและการสนับสนุน Career Path ที่องค์กรของคุณมอบให้

3. Well-Being คือสิ่งสำคัญต่อพนักงาน

ต่อเนื่องจากสถานการณ์ของโรคระบาดที่เกิดขึ้นและก็ยังคงอยู่กับเราถึงทุกวันนี้ เลยทำให้พนักงานส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพและความเป็นอยู่กันมากขึ้น ดังนั้นเทรนด์ในเรื่องของสวัสดิการด้าน Well-Being หรือด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ในชีวิตการทำงานที่ไม่ใช่เพียงแค่สวัสดิการตรวจสุขภาพประจำปีหรือประกันกลุ่มแบบทั่วไป
โดยตัวอย่างสวัสดิการที่บริษัทจะมอบให้ในด้าน Well-Being รูปแบบใหม่ ๆ ที่เช่น สวัสดิการอุปกรณ์การทำงานแบบ Ergonomics, สวัสดิการปรึกษาจิตแพทย์ให้กับพนักงานฟรี, สวัสดิการกายภาพบำบัดสำหรับ Office Syndrome โดยเฉพาะ ฯลฯ ก็จะช่วยให้พนักงานรู้สึกถึงความห่วงใยด้านสุขภาพที่องค์กรให้กับพวกเขา ตัวของพนักงานเองก็จะมีความสุขในการทำงานและพร้อมที่จะเติบโตไปกับองค์กรของคุณ

4. DEI คือสิ่งที่พนักงานต้องการ

DEI หรือ Diversity, Equity และ Inclusion ถ้าแปลตรงตัวก็คือความหลากหลาย ความเสมอภาค และการรวมกลุ่มเป็นหนึ่งเดียวในองค์กร ซึ่งเรื่องของ DEI นี่เองที่เป็นสิ่งที่พนักงานโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ทุกคนล้วนตามหาจากองค์กรที่อยากร่วมงานด้วย 

เช่น การยอมรับความหลากหลายของคนทำงานในองค์กรที่ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องเพศ แต่ยังรวมถึงช่วงวัย เชื้อชาติ ภาษา ประสบการณ์ ที่มีความต่างกันในองค์กร ซึ่งต้องยอมรับว่าการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบ DEI ทำให้สภาพแวดล้อมในการทำงานมีความสุข พนักงานจะรู้สึกว่าองค์กรยอมรับในสิ่งที่พวกเขาเป็น ทำให้การทำงานมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น สามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ และยังช่วยเพิ่มแนวทางการแก้ปัญหาในการทำงานแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

5. บทบาทของ Manager ที่เปลี่ยนให้ทันสมัยมากขึ้น

หากพูดถึงบทบาทการทำงานของ Manager หรือในที่นี้อาจหมายถึง Team Lead ด้วยในการทำงานรูปแบบเดิมหลายคนคงนึกถึงหน้าที่ในการควบคุมการทำงานหรือการดูแลภาพรวมของโปรเจ็กต์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ในเทรนด์การทำงานของปีหน้าส่วนของบทบาทหน้าที่ของ Manager จะมีการอัปเกรดให้ทันสมัยมากขึ้น

ซึ่งบทบาทที่จะเพิ่มเข้ามาก็คือเรื่องของการสนับสนุน Career Path ของคนในทีมหรือพนักงานที่อยู่ใต้การดูแลของ Manager แต่ละคนเช่น มีการจัด Sessions สอนความรู้ที่จำเป็นต่อสายอาชีพนั้น ๆ จาก Manager หรือการมี Sessions 1-1 ในทุกไตรมาสเพื่ออัปเดตการทำงาน รับฟังปัญหาที่เกิดจากการทำงาน และช่วยแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที แสดงให้เห็นถึงบทบาทของ Manager ที่มีความใส่ใจต่อพนักงานทุกคนในทีมไม่ใช่แค่เรื่องงานแต่เพียงอย่างเดียว

6. EVP ที่พนักงานต้องการคือเวลาการทำงานต่อสัปดาห์ที่น้อยลง

EVP หรือ Employer Value Proposition คือคุณค่าที่นายจ้างอยากมอบให้กับพนักงานซึ่งทำให้เขาเหล่านั้นยังคงทำงานอยู่กับองค์กรต่อไป โดยในปี 2023 ที่กำลังจะมาถึงนั้นเทรนด์ในด้าน EVP ที่พนักงานส่วนใหญ่ล้วนต้องการมากที่สุดคือการลดเวลาทำงานต่อสัปดาห์ให้น้อยลง

เพราะในยุคที่เทคโนโลยี Automation Tools ต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทต่อการทำงานขององค์กรมากขึ้น นั่นย่อมช่วยลดระยะเวลาในการทำงานของแรงงานมนุษย์ได้มาก (แถมยังลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ลดต้นทุนได้เยอะกว่าด้วย) ดังนั้นเทรนด์ในการที่องค์กรจะมอบ EVP ให้กับพนักงานได้ดีที่สุดสำหรับเทรนด์นี้ก็คือการหยิบจับเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ มาใช้ในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและหันมาใส่ใจกับความเป็นอยู่ สภาพจิตใจของพนักงานในองค์กรมากขึ้นนั่นเอง

อย่างไรก็ตามเทรนด์นี้อาจจะไม่เหมาะสำหรับบางธุรกิจ บางองค์กร การนำไปปรับใช้ควรขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละบริษัท

7. พนักงานวัย Gen-Z จะต้องการ ‘ประสบการณ์ทำงานรูปแบบใหม่’

ประสบการณ์การทำงานรูปแบบใหม่ กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่พนักงานช่วงวัย Gen-Z ต้องการมากที่สุดในปีหน้า โดยคำว่า ประสบการณ์การทำงานรูปแบบใหม่ ในที่นี้ก็หมายถึงเทรนด์การทำงานใหม่ ๆ ที่เราได้กล่าวไปทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสวัสดิการที่ตอบโจทย์ความต้องการสมัยใหม่มากขึ้น, บรรยากาศในการทำงานที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์, วัฒนธรรมองค์กรที่ให้อิสระในการใช้ชีวิตของพนักงานในช่วงวัย Gen-Z มากขึ้น หรือแม้แต่การสนับสนุนทุก Career Path ของพนักงานแต่ละคนอย่างเท่าเทียม เพื่อให้พนักงานในช่วงวัย Gen-Z ที่เป็นช่วงวัยในการตามหาตัวตนในการทำงานรู้สึกถึงการเติบโตที่องค์กรของคุณมอบให้

จากเทรนด์การทำงานในปี 2023 ทั้ง 7 ข้อที่เราได้อธิบายจะเห็นได้ชัดเลยว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปและกำลังจะเป็นกระแสต่อโลกการทำงานขององค์กรมากขึ้นก็คือเรื่องขององค์กรที่ต้องหันมาใส่ใจความเป็นอยู่และพัฒนาทักษะการทำงานให้พนักงานเพิ่มมากขึ้น 


สามารถอ่านบทความน่าสนใจอื่นๆได้ ที่นี่ คลิก!



บทความโดย : Pea Tanachote
 775
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจ Digital HR, บทบาทของ HR 2026 และเหตุผลที่องค์กรยุคใหม่ไม่ควรมองข้ามการปรับตัวด้านงานบุคคล

หลังจากที่ระบบของสำนักงานประกันสังคม ใช้ฐาน “เพดานค่าจ้าง 15,000 บาท/เดือน” เพื่อคำนวณเงินสมทบสำหรับผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 มาเป็นเวลานาน เศรษฐกิจและค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้การคำนวณเพดานจากฐานเก่าไม่สะท้อนรายได้จริงของแรงงานหลายคนอีกต่อไป

ปัญหาทำเงินเดือนแต่ละเดือนเหมือนแข่งกับเวลา มักเกิดจากความยุ่งยากในขั้นตอนการจัดทำเงินเดือนที่มีหลายขั้นตอนทั้งการรวบรวมข้อมูล คำนวณ รายงาน และสรุป ก่อนจ่ายเงิน โดยขั้นตอนเหล่านี้มักเปลี่ยนไปในแต่ละเดือนตามจำนวนพนักงาน การบันทึกเวลา การคำนวณโอที การหักค่าลดหย่อน ฯลฯ ทำให้ต้องใช้เวลามากและความกดดันที่เพิ่มขึ้นเมื่อใกล้วันจ่ายเงินเดือน
ทำไมต้องยื่นขึ้นทะเบียนนายจ้าง และ ใครที่ต้องยื่นขึ้นทะเบียนนายจ้างบ้าง?
การประเมินผลการทำงานสำหรับพนักงานที่มีเป้าหมายชัดเจน เช่น พนักงานขายที่ต้องทำยอดให้ได้ตามเป้านั้นไม่ยากเท่ากับการประเมินผลพนักงานในฝ่ายสนับสนุนที่ลักษณะงานไม่ได้วัดกันด้วยจำนวนตัวเลข บริษัทจึงต้องหาวิธีวัดผลในมิติต่าง ๆ มาประมวลเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถประเมินผลงานได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด อันจะเป็นประโยชน์แก่ตัวพนักงานเองและเป็นประโยชน์ต่อองค์กรด้วย หากคุณกำลังมองหาวิธีประเมินผลพนักงาน 10 วิธีนี้วัดจากอะไรบ้าง รวบรวมอยู่ในบทความนี้แล้วค่ะ
การคำนวณค่าแรงแบบออฟชอร์ (Offshore Wage Calculation) มักใช้กับพนักงานที่ทำงานในพื้นที่ทะเล เช่น แท่นขุดเจาะน้ำมัน หรืออุตสาหกรรมเดินเรือ โดยมีลักษณะพิเศษและวิธีคำนวณที่แตกต่างจากงานทั่วไป ดังต่อไปนี้
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์