ข้อกฎหมายกับการออกหนังสือรับรองเงินเดือน

ข้อกฎหมายกับการออกหนังสือรับรองเงินเดือน



หนังสือรับรองเงินเดือน 
(Salary Certificate) เป็นเอกสารสำคัญที่องค์กรมีหน้าที่ออกให้แก่พนักงาน เพื่อระบุตัวตนและค่าตอบแทนว่าเป็นบุคลากรของบริษัทจริง โดยพนักงานไม่สามารถออกหนังสือรับรองเงินเดือนเองได้ ต้องให้เจ้าของกิจการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เช่น ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็นผู้ออกเอกสารเท่านั้น หากพนักงานหรือลูกจ้างทำเอกสารด้วยตัวเอง จะถือว่าทุจริตปลอมแปลงเอกสารได้

ส่วนมากพนักงานจะขอหนังสือรับรองเงินเดือนเพื่อนำไปใช้ในธุรกรรมกับสถาบันทางการเงินหรือหน่วยงานราชการ เช่น การขอสินเชื่อ การขอวีซ่า หรือการสมัครบัตรเครดิต เป็นต้น ฉะนั้น HR ต้องถามหาวัตถุประสงค์ทุกครั้งที่พนักงานมาขอเอกสารนี้ 

หนังสือรับรองเงินเดือน (Salary Certificate) จะแตกต่างจากสลิปเงินเดือน (Salary Slip) ตรงที่องค์ประกอบในเอกสารจะแตกต่างกัน โดยสลิปเงินเดือนจะมีการรวมรายได้ทั้งหมด รวมไปถึงการหักภาษีมาให้ แต่หนังสือรับรองเงินเดือนจะบอกแต่รายได้ต่อเดือนแบบไม่หักภาษี ทั้งนี้เจ้าของกิจการหรือ HR ควรออกหนังสือรับรองให้กับพนักงาน โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้

  • การระบุเอกสารว่าเป็น “หนังสือรับรองเงินเดือน” อย่างชัดเจน
  • ชื่อ-นามสกุลของพนักงาน
  • ชื่อองค์กร
  • ตำแหน่งงาน
  • วัน/เดือน/ปีที่เริ่มต้นทำงาน จนถึงวันที่ออกหนังสือรับรองเงินเดือน
  • อัตราเงินเดือนโดยไม่รวมค่าตอบแทนอื่น
  • วัตถุประสงค์ในการออกเอกสาร เช่น ใช้สำหรับการขอสินเชื่อ / การสมัครบัตรเครดิต
  • วันที่ออกเอกสาร
  • ลงชื่อผู้ออกเอกสาร หรือผู้ที่มีอำนาจในการออกหนังสือเงินเดือนพร้อมตำแหน่ง
  • ตราประทับของบริษัท (ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัท)

การขอหนังสือรับรองเงินเดือนไม่ได้มีกฎหมายรองรับว่าองค์กรจำเป็นต้องออกให้พนักงาน ฉะนั้นการจะออกหนังสือรับรองเงินเดือนจึงเป็นสิทธิของนายจ้างที่จะให้หรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ปกติแล้วพนักงานจะขอหนังสือรับรองเงินเดือนเพื่อทำธุรกรรมต่าง ๆ หากพนักงานมาขอให้ HR ออกใบรับรองเงินเดือน ก็ควรถามวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ชัดเจน เพื่อระบุไว้ในหนังสือเช่นกัน

ทั้งนี้ HR ห้ามสับสนกับ หนังสือรับรองการทำงาน เด็ดขาด เพราะกรณีการออกหนังสือรับรองการทำงานมีกฎหมายระบุไว้ชัดเจนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 585 บัญญัติว่า “เมื่อการจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้ว ลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าลูกจ้างนั้นได้ทำงานมานานเท่าไร และงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไร”

นั่นหมายถึงเมื่อการจ้างงานสิ้นสุดลง เช่น ลาออก เลิกจ้าง หรือเลิกกิจการ องค์กรมีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการทำงานให้กับลูกจ้าง และพนักงานก็มีสิทธิร้องขอไม่ว่าจะสิ้นสุดสัญญาจ้างเป็นเวลานานเท่าใด หากองค์กรฝ่าฝืนไม่ออกหนังสือรับรองการทำงานให้ ลูกจ้างเองก็สามารถรักษาสิทธิประโยชน์ตนเองได้โดยการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อให้มีคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน นั่นเอง


สามารถอ่านบทความน่าสนใจอื่นๆได้ ที่นี่ คลิก!!

 
ขอบคุณที่มา : th.hrnote.asia



 36153
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจ Digital HR, บทบาทของ HR 2026 และเหตุผลที่องค์กรยุคใหม่ไม่ควรมองข้ามการปรับตัวด้านงานบุคคล

หลังจากที่ระบบของสำนักงานประกันสังคม ใช้ฐาน “เพดานค่าจ้าง 15,000 บาท/เดือน” เพื่อคำนวณเงินสมทบสำหรับผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 มาเป็นเวลานาน เศรษฐกิจและค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้การคำนวณเพดานจากฐานเก่าไม่สะท้อนรายได้จริงของแรงงานหลายคนอีกต่อไป

ปัญหาทำเงินเดือนแต่ละเดือนเหมือนแข่งกับเวลา มักเกิดจากความยุ่งยากในขั้นตอนการจัดทำเงินเดือนที่มีหลายขั้นตอนทั้งการรวบรวมข้อมูล คำนวณ รายงาน และสรุป ก่อนจ่ายเงิน โดยขั้นตอนเหล่านี้มักเปลี่ยนไปในแต่ละเดือนตามจำนวนพนักงาน การบันทึกเวลา การคำนวณโอที การหักค่าลดหย่อน ฯลฯ ทำให้ต้องใช้เวลามากและความกดดันที่เพิ่มขึ้นเมื่อใกล้วันจ่ายเงินเดือน
ทำไมต้องยื่นขึ้นทะเบียนนายจ้าง และ ใครที่ต้องยื่นขึ้นทะเบียนนายจ้างบ้าง?
การประเมินผลการทำงานสำหรับพนักงานที่มีเป้าหมายชัดเจน เช่น พนักงานขายที่ต้องทำยอดให้ได้ตามเป้านั้นไม่ยากเท่ากับการประเมินผลพนักงานในฝ่ายสนับสนุนที่ลักษณะงานไม่ได้วัดกันด้วยจำนวนตัวเลข บริษัทจึงต้องหาวิธีวัดผลในมิติต่าง ๆ มาประมวลเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถประเมินผลงานได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด อันจะเป็นประโยชน์แก่ตัวพนักงานเองและเป็นประโยชน์ต่อองค์กรด้วย หากคุณกำลังมองหาวิธีประเมินผลพนักงาน 10 วิธีนี้วัดจากอะไรบ้าง รวบรวมอยู่ในบทความนี้แล้วค่ะ
การคำนวณค่าแรงแบบออฟชอร์ (Offshore Wage Calculation) มักใช้กับพนักงานที่ทำงานในพื้นที่ทะเล เช่น แท่นขุดเจาะน้ำมัน หรืออุตสาหกรรมเดินเรือ โดยมีลักษณะพิเศษและวิธีคำนวณที่แตกต่างจากงานทั่วไป ดังต่อไปนี้
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์