
กำหนดรอบกะที่ตายตัว: เลือกใช้รูปแบบกะที่เป็นมาตรฐานและพบบ่อยในโรงงาน เช่น กะ 8 ชั่วโมง 3 กะ (เช้า-บ่าย-ดึก) หรือ กะ 12 ชั่วโมง 2 กะ (เช้า-ค่ำ)
สร้างตารางกะล่วงหน้า: วางแผนและแจ้งตารางการทำงานล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน โดยระบุ เวลาเข้า-ออก และ วันหยุดประจำสัปดาห์ ของพนักงานแต่ละคนให้ชัดเจน
ลดการเปลี่ยนแปลงกะฉุกเฉิน: หากต้องมีการสลับหรือเปลี่ยนกะ ควรมีกระบวนการและแบบฟอร์มที่เป็นมาตรฐาน และเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงไว้เป็นหลักฐานเพื่อใช้ในการคำนวณ
ใช้เครื่องมือที่ทันสมัย: ใช้ระบบบันทึกเวลาที่แม่นยำ เช่น เครื่องสแกนลายนิ้วมือ/ใบหน้า หรือ ระบบ HR/Payroll Software ที่มีการบันทึกเวลาเข้า-ออก และสามารถบันทึกการทำงานล่วงเวลา (OT) ได้โดยอัตโนมัติ
เชื่อมโยงข้อมูลโดยตรง: ระบบบันทึกเวลาควรสามารถส่งข้อมูลเวลาทำงานไปยังระบบคำนวณเงินเดือนได้ทันที เพื่อลดขั้นตอนการคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน
ตั้งค่าการคำนวณในระบบ: ตั้งค่าในระบบให้สามารถคำนวณ OT 1.5 เท่า, OT 3 เท่า (วันหยุด) และ ค่ากะ (ถ้ามี) ตามกฎหมายแรงงานและนโยบายบริษัทโดยอัตโนมัติ
กำหนดอัตราค่ากะที่ชัดเจน: ระบุให้ชัดเจนว่า พนักงานในกะใด (เช่น กะกลางคืน) จะได้รับ ค่ากะ เพิ่มเติมเท่าใดต่อวันหรือต่อชั่วโมง เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณ
แยกประเภทเวลาทำงานให้ชัดเจน: แบ่งเวลาทำงานปกติ, เวลาล่วงเวลา (OT วันทำงาน), เวลาทำงานในวันหยุด (วันหยุดประจำสัปดาห์/วันหยุดนักขัตฤกษ์) และ OT ในวันหยุด ออกจากกันในรายงานเวลาทำงาน
สื่อสารให้พนักงานรับทราบ: อธิบายวิธีการคำนวณค่าแรง, OT, และค่ากะให้พนักงานเข้าใจ เพื่อลดข้อสงสัยและข้อโต้แย้งในภายหลัง
กำหนด Code สำหรับแต่ละสถานะ: สร้างรหัสเฉพาะสำหรับประเภทเวลาทำงานต่างๆ เช่น
NOR = ชั่วโมงทำงานปกติ
OT1.5 = ชั่วโมงล่วงเวลา (วันทำงาน)
WH = ชั่วโมงทำงานในวันหยุด (ค่าจ้าง 1 เท่า/2 เท่า)
OT3 = ชั่วโมงล่วงเวลาในวันหยุด (ค่าจ้าง 3 เท่า)
SHIFT = ค่ากะ
ใช้ Code ในการบันทึก: ให้ผู้ควบคุมงานหรือระบบบันทึกเวลาระบุรหัสเหล่านี้ในทุกรายการบันทึกเวลา เพื่อให้ฝ่าย HR สามารถกรองและนำไปคูณกับอัตราค่าแรงที่กำหนดได้ง่ายและรวดเร็ว
หากคุณสนใจ โปรแกรมเงินเดือน Prosoft HRMI หรือสนใจ สมัครใช้งาน Demo ได้ที่ www.prosofthrmi.com
ราชกิจจาฯ ประกาศให้แรงงานหญิงลาคลอด ประกาศ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับแก้ไขใหม่ โดยมีผลบังคับใช้งานในวันที่ 9/12/2025 มีการปรับเพิ่มเติมดังนี้