
การเลิกจ้าง (Termination of Employment) หมายถึง การสิ้นสุดความสัมพันธ์ระหว่าง “นายจ้าง” และ “ลูกจ้าง” ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม โดยในทางกฎหมายแรงงานไทย (ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541)
เลิกจ้างทั่วไป
เช่น ปรับโครงสร้างองค์กร ลดคน ไม่ต่อสัญญา
นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน + เงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ถ้าไม่แจ้ง)
เลิกจ้างเพราะความผิดร้ายแรง
เช่น ทุจริต จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ประมาทร้ายแรง ฝ่าฝืนระเบียบซ้ำ ๆ
นายจ้าง ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจน
ตรวจสอบข้อบังคับใน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน และข้อกำหนดการแจ้ง/การชดเชยก่อน (เช่น สิทธิค่าชดเชยตามอายุการทำงาน). ราชกิจจานุเบกษา+1
ใช้กระบวนการวินัยแบบเป็นระบบ (progressive discipline)
ออก คำเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร (ระบุวันที่ เหตุการณ์ หลักฐาน และการปรับปรุงที่คาดหวัง) และเก็บสำเนาทุกฉบับ. ให้โอกาสพนักงานชี้แจงและปรับปรุงก่อนจะไปถึงการเลิกจ้าง
เก็บหลักฐานและบันทึกให้ชัดเจน
เก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด: สัญญาจ้าง ข้อมูลลงเวลางาน อีเมล เอกสารตรวจสอบผลงาน ใบเตือน และบันทึกการคุยกับพนักงาน — ถ้ามีข้อพิพาท จะเป็นหลักฐานสำคัญที่ศาลแรงงานพิจารณา. ราชกิจจานุเบกษา
ปฏิบัติตามข้อกำหนดการแจ้งล่วงหน้าและกระบวนการเลิกจ้างหมู่/ลดคน
หากเป็นกรณีเลิกจ้างจำนวนมากหรือเพราะปรับเปลี่ยนเครื่องจักร/เทคโนโลยี ผู้ประกอบการต้องแจ้งพนักงานและพนักงานตรวจแรงงานล่วงหน้าเป็นไปตามกฎหมาย (เช่น 60 วัน) หรือจ่ายค่าทดแทนถ้าไม่แจ้งตามเกณฑ์. กระทรวงแรงงาน+1
ตรวจสอบว่าไม่เป็นการเลิกจ้างที่ “ไม่เป็นธรรม” หรือมีลักษณะเลือกปฏิบัติ
ห้ามเลิกจ้างเพราะการเข้าร่วมสหภาพ ให้พยานยื่นคำร้อง ฟ้องร้องนายจ้าง หรือเป็นพยานในคดีแรงงาน — เพราะถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย. สถาบันนิติธรรมาลัย
เสนอทางเลือกก่อน (ถ้าเป็นไปได้)
พิจารณาย้ายตำแหน่ง ลดชั่วโมง ปรับหน้าที่ หรือการฝึกอบรมให้โอกาสแก้ไขก่อนตัดสินใจเลิกจ้าง โดยเฉพาะกรณีที่สาเหตุไม่ถึงขั้นผิดร้ายแรง
ทำข้อตกลงยินยอม (Settlement Agreement) ให้ถูกต้องเมื่อจำเป็น
ชำระเงินค่าชดเชยและสิทธิทางการเงินครบถ้วน พร้อมหลักฐานการจ่าย
ให้ HR/ผู้จัดการได้รับการฝึกอบรม และมีคนเป็นพยานในการคุยเลิกจ้าง
ให้ผู้ที่มาพูดคุยมีความรู้เรื่องสิทธิพนักงาน และมีพยานจากฝ่าย HR หรือผู้บังคับบัญชาอีกคนอยู่ด้วยเพื่อยืนยันเนื้อหาการสนทนา
ปรึกษาทนายความแรงงานเมื่อกรณีซับซ้อนหรือมีความเสี่ยงสูง
หากเป็นกรณีที่อาจถูกฟ้อง (เช่น ผิดสัญญาจ้าง, เป็นการเลิกแบบเหมารวม, หรือเกี่ยวกับสหภาพแรงงาน) ควรขอคำปรึกษากฎหมายก่อนดำเนินการ
ตรวจสอบว่าเหตุผลเข้าข่าย “ผิดร้ายแรง” หรือไม่
มีเอกสารยืนยันเหตุหรือการเตือน
ให้โอกาสชี้แจง / ปรับปรุงตาม PIP (performance improvement plan) แล้วหรือยัง
คำนวณค่าชดเชย/เงินชดเชย/ผลประโยชน์อื่นครบถ้วนหรือไม่
แจ้งล่วงหน้าหรือจ่ายค่าทดแทนกรณีไม่แจ้ง (ตามกฎหมาย)
ไม่มีเหตุให้ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ/แก้แค้น/ละเมิดสิทธิแรงงาน
เก็บหลักฐานการจ่ายเงิน + ใบรับรองการทำงาน
แหล่งอ้างอิงหลัก: เว็บไซต์กระทรวงแรงงาน, พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
ราชกิจจาฯ ประกาศให้แรงงานหญิงลาคลอด ประกาศ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับแก้ไขใหม่ โดยมีผลบังคับใช้งานในวันที่ 9/12/2025 มีการปรับเพิ่มเติมดังนี้