• หน้าแรก

  • News

  • HR Articles

  • กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับนายจ้าง ฝ่าย HR และลูกจ้าง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับนายจ้าง ฝ่าย HR และลูกจ้าง

  • หน้าแรก

  • News

  • HR Articles

  • กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับนายจ้าง ฝ่าย HR และลูกจ้าง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับนายจ้าง ฝ่าย HR และลูกจ้าง



กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กฎหมายแรงงานใหม่ที่ทุกองค์กรต้องเตรียมพร้อม

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มจัดเก็บ เงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง อย่างเป็นทางการ หลังจากภาครัฐเลื่อนกำหนดบังคับใช้ออกไปจากเดิม เพื่อให้ภาคธุรกิจมีเวลาเตรียมความพร้อมมากขึ้น หลายองค์กรถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของงานด้านทรัพยากรบุคคล (HR) และระบบเงินเดือน (Payroll) เพราะนอกจากการหักภาษีและนำส่งเงินสมทบประกันสังคมแล้ว นายจ้างยังมีหน้าที่หักเงินสะสมของลูกจ้าง พร้อมจ่ายเงินสมทบในสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดเข้าสู่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างด้วย

หลายคนอาจเข้าใจว่ากองทุนนี้เป็นเพียงกองทุนที่ใช้ช่วยเหลือลูกจ้างเมื่อบริษัทล้มละลายหรือปิดกิจการ แต่แท้จริงแล้ว กฎหมายฉบับใหม่ได้พัฒนาให้กองทุนนี้เป็นระบบหลักประกันระยะยาวสำหรับลูกจ้าง โดยใช้หลักการ "ร่วมสะสม" ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง คล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่เป็นกองทุนที่กฎหมายแรงงานกำหนดขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันขั้นต่ำให้แก่แรงงานไทย

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund) เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน หรือในกรณีที่กฎหมายกำหนด รวมถึงกรณีลูกจ้างเสียชีวิต เงินในกองทุนจะมาจาก เงินสะสมของลูกจ้าง และ เงินสมทบของนายจ้าง ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

ในอดีต หลายคนรู้จักกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในฐานะกองทุนที่ช่วยเหลือเมื่อนายจ้างไม่สามารถจ่ายค่าจ้างหรือค่าชดเชยได้ แต่ภายใต้กฎหมายลำดับรองที่มีผลบังคับใช้ในปี 2569 ระบบได้เปลี่ยนมาเป็นการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินสะสมเมื่อออกจากงานหรือเกิดเหตุที่กฎหมายกำหนด

ทำไมรัฐบาลจึงจัดตั้งกองทุนนี้?

แรงงานจำนวนไม่น้อยทำงานมาตลอดหลายปี แต่เมื่อออกจากงานกลับไม่มีเงินออมรองรับ ขณะที่หลายองค์กร โดยเฉพาะกิจการขนาดเล็ก ยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสวัสดิการระยะยาว

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็น "หลักประกันขั้นต่ำ" ให้ลูกจ้างทุกคนที่เข้าเกณฑ์ โดยช่วยสร้างเงินออมจากการสะสมร่วมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง และลดความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการระหว่างองค์กรขนาดใหญ่กับธุรกิจขนาดเล็ก

เปรียบเทียบ 4 กองทุนด้านแรงงานในประเทศไทย

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการสับสนระหว่างกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกับกองทุนอื่นๆ ในระบบแรงงาน ตารางเปรียบเทียบนี้ช่วยสรุปความแตกต่างให้ชัดเจน:

ใครบ้างที่ต้องเข้าร่วมกองทุน?

ตามหลักเกณฑ์ปัจจุบัน นายจ้างที่มี ลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป มีหน้าที่ตรวจสอบว่าตนอยู่ในข่ายที่ต้องเข้าร่วมกองทุนหรือไม่ โดยเฉพาะองค์กรที่ยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสวัสดิการที่เข้าหลักเกณฑ์ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย ส่วนลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบการซึ่งเข้าเกณฑ์ จะเป็นสมาชิกกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยนายจ้างเป็นผู้ดำเนินการหักเงินสะสมและนำส่งให้ ไม่จำเป็นต้องไปสมัครด้วยตนเองในทุกกรณี

เริ่มจัดเก็บเมื่อใด?

เดิมกฎหมายกำหนดให้เริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 แต่ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาเลื่อนการจัดเก็บออกไปเป็น วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและให้สถานประกอบการมีเวลาปรับตัวมากขึ้น

ต้องจ่ายเงินเท่าไร?

ในช่วงเริ่มต้น 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574

  • ลูกจ้างสะสม 0.25% ของค่าจ้าง
  • นายจ้างสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง

หลังจากนั้น อัตราจะปรับเพิ่มเป็น 0.50% ต่อฝ่าย ตามที่กฎหมายกำหนด

ยกตัวอย่าง หากลูกจ้างมีเงินเดือน 30,000 บาท ลูกจ้างจะถูกหักเงินสะสมเดือนละ 75 บาท และนายจ้างจะสมทบเพิ่มอีก 75 บาท ทำให้มีเงินเข้ากองทุนรวมเดือนละ 150 บาท

นายจ้างต้องทำอะไรบ้าง?

เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับ นายจ้างไม่ได้มีหน้าที่เพียงหักเงินเดือนของลูกจ้างเท่านั้น แต่ยังต้องดำเนินการด้านเอกสารและการนำส่งเงินให้ถูกต้องตามกำหนดเวลา

นายจ้างต้องจัดทำหรือปรับปรุงข้อมูลลูกจ้างให้เป็นปัจจุบัน ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลตามแบบที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด รวมทั้งหักเงินสะสมจากค่าจ้างทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินเดือน และนำส่งทั้งเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้าง ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลลูกจ้างก็ต้องแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบตามระยะเวลาที่กำหนด

หากนายจ้างไม่นำส่งเงิน จะเกิดอะไรขึ้น?

กฎหมายกำหนดให้นายจ้างที่ไม่นำส่งเงิน หรือส่งล่าช้า ต้องรับผิดชำระ เงินเพิ่มในอัตรา 5% ต่อเดือน ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และอาจมีความรับผิดอื่นเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

ดังนั้น การเตรียมระบบ Payroll ให้สามารถคำนวณและนำส่งเงินได้อย่างถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับฝ่าย HR

ลูกจ้างจะได้รับเงินเมื่อใด?

เมื่อความสัมพันธ์ในการจ้างงานสิ้นสุดลง หรือเกิดเหตุที่กฎหมายกำหนด เช่น การเสียชีวิต ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิจะสามารถขอรับเงินจากกองทุนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เงินที่ได้รับจะประกอบด้วยเงินสะสมของลูกจ้าง เงินสมทบของนายจ้าง และผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินกองทุนตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไม่ใช่เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน และไม่ได้ตัดสิทธิของลูกจ้างในการได้รับค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า หรือสิทธิอื่นที่กฎหมายกำหนด หากเข้าเงื่อนไข ลูกจ้างยังคงมีสิทธิได้รับเงินเหล่านั้นแยกต่างหาก

HR ควรเตรียมตัวอย่างไร?

สำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคล ปี 2569 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการเตรียมความพร้อม ทั้งด้านข้อมูลพนักงาน ระบบเงินเดือน และการสื่อสารภายในองค์กร องค์กรควรตรวจสอบว่าตนเองเข้าเกณฑ์ที่ต้องเข้าร่วมหรือไม่ ปรับปรุงฐานข้อมูลพนักงานให้ครบถ้วน ตรวจสอบระบบ Payroll ให้รองรับการหักเงินสะสมและการคำนวณเงินสมทบอัตโนมัติ รวมถึงวางแผนสื่อสารกับพนักงานเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการหักเงินและสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับในอนาคต

สรุป : กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของกฎหมายแรงงานไทยในปี 2569 โดยกำหนดให้มีการจัดเก็บเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้าง เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงานหรือในกรณีที่กฎหมายกำหนด การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบสิทธิขององค์กร การปรับระบบ Payroll หรือการสื่อสารกับพนักงาน จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับองค์กรที่ต้องการยกระดับการบริหารงานบุคคล การมีระบบ HR ที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายแรงงาน จะช่วยลดภาระงานของฝ่าย HR เพิ่มความถูกต้องในการคำนวณ และสร้างความมั่นใจให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างในระยะยาว

หมายเหตุ: บทความนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน กฎหมายลำดับรอง และข้อมูลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่มีผลใช้บังคับในปี 2569 โปรดตรวจสอบประกาศล่าสุดของหน่วยงานภาครัฐก่อนนำไปปฏิบัติในแต่ละกรณี

Prosoft HRMI ช่วยองค์กรเตรียมพร้อมอย่างไร?

การเปลี่ยนแปลงกฎหมายแรงงานในครั้งนี้ทำให้การบริหารข้อมูลบุคลากรและระบบเงินเดือนมีความสำคัญมากขึ้น หากองค์กรยังใช้การคำนวณด้วย Excel หรือจัดเก็บข้อมูลแบบกระจัดกระจาย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดในการหักเงินและการนำส่งข้อมูล

Prosoft HRMI ช่วยให้องค์กรบริหารงานบุคคลได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลพนักงาน การคำนวณเงินเดือน การคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบ การจัดทำรายงาน ไปจนถึงการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง ช่วยลดขั้นตอนการทำงานของฝ่าย HR และเพิ่มความมั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายแรงงาน

เขียนและเรียบเรียงโดย : บริษัท โปรซอฟท์ เอชซีเอ็ม จำกัด| 26 สิงหาคม 2569

ติดตามเกร็ดความรู้ HR เทคนิคการบริหารคน และแนวคิดดี ๆ เพื่อพัฒนาองค์กรไปกับ Prosoft HRMI
Facebook :  Prosoft HRMI โปรแกรมบริหารงานบุคคล HRM, HRD
Youtube   :  Prosoft HCM + myHRCloud
Youtube   :  Prosoft WINSpeed Cloud


 

 

 

 71
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทุกสิ้นเดือน เวลาที่เราเห็นสลิปเงินเดือน รายการถูกหักเงินเข้ากองทุนประกันสังคมคงเป็นสิ่งที่พวกเราคุ้นเคยกันดี แต่ทราบไหมว่าเงินที่ถูกหักไปทุกเดือนนั้น จริงๆ แล้วคือระบบหลักประกันทางสังคมระดับล้านล้านบาทที่ออกแบบมาเพื่อเซฟความเสี่ยงในทุกช่วงชีวิตของคนทำงาน การทำความเข้าใจเรื่องประกันสังคมอย่างถี่ถ้วน ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราใช้สิทธิ์ได้อย่างคุ้มค่าและไม่เสียประโยชน์ แต่ยังช่วยให้ทีม HR นำไปต่อยอดเพื่อดูแลพนักงานในองค์กรได้ดียิ่งขึ้นด้วยครับ
เมื่อเริ่มทำงานหรือได้รับสลิปเงินเดือนครั้งแรก หลายคนอาจสังเกตเห็นว่ามีรายการเกี่ยวกับ ประกันสังคม หรือบางบริษัทอาจมี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund : PVD) และ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพิ่มเข้ามา จึงเกิดคำถามว่า ทั้ง 3 กองทุนนี้คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร และมีความสำคัญกับพนักงานอย่างไร
นับถอยหลังสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการแรงงานไทย! ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” รูปแบบใหม่กำลังจะเริ่มต้นบังคับใช้อย่างเป็นทางการ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการหักเงินเดือนทั่วไป แต่เป็นระบบเซฟตี้เน็ตที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองสิทธิ์และผลประโยชน์ของทั้งลูกจ้างและนายจ้างโดยตรง

เคยสงสัยไหมว่า เงินที่เราโดนหักเข้ากองทุนประกันสังคมไปทุกๆ เดือนเนี่ย นอกจากสิทธิรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วยทั่วไปแล้ว มันเอาไปทำอะไรได้อีกบ้าง? หลายคนก้มหน้าก้มตาทำงานจนลืมไปว่า "เรามีสิทธิพิเศษ" ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งถ้าไม่ใช้ก็น่าเสียดายสุดๆ วันนี้เราเลยมัดรวม 5 สิทธิประโยชน์ประกันสังคมที่คนทำงานมักมองข้าม มาให้เช็กกันชัดๆว่าปีนี้คุณใช้สิทธิเหล่านี้ไปแล้วหรือยัง?

สิทธิทำฟันประกันสังคม ปี 2569 อัพเดทใหม่เริ่ม 1 พฤษภาคม 2569 โดยเน้นเพิ่มวงเงินฟันปลอมและรากฟันเทียม ยังคงสิทธิ์พื้นฐาน ขูด-อุด-ถอน-ผ่าฟันคุด 900 บาท/ปี โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเมื่อเข้ารับบริการกับสถานพยาบาลที่ทำ MOU เพิ่มการเบิกฟันปลอม 1,500 - 6,000 บาท (ทุก 5 ปี) และเพิ่มสิทธิผ่าฟันคุดแยกต่างหาก
การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นหน้าที่สำคัญที่ผู้มีรายได้ทุกคนต้องปฏิบัติอย่างถูกต้องและครบถ้วน เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายและเพื่อประโยชน์สูงสุดของ ในบทความนี้จะมาสรุปสิ่งที่ควรรู้ก่อนการยื่นภาษี เพื่อให้คุณสามารถยื่นภาษีได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด ซึ่งกำหนดให้ยื่นแบบระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป และถ้ายื่นทางออนไลน์ ปีนี้ยื่นได้ถึง 8 เมษายน 2569  
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์